• โปรแกรมบันทึกข้อมูล แบบสำรวจความพร้อมการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชนเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากภายใต้แนวคิดประชารัฐ

  • ผลการขับเคลื่อนการดำเนินงานของสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ สาขา 7 (สุรินทร์)

    จังหวัดสุรินทร์มีกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง จำนวน 2,145 กองทุน (แยกเป็นกองทุนหมู่บ้าน 2,120 กองทุน ,กองทุนชุมชนเมือง 25 กองทุน) ปัจจุบันกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองจังหวัดสุรินทร์ ได้ดำเนินการมาครบ 14 ปี มีเงินทุนหมุนเวียนรวมทั้งสิ้น เป็นเงิน 7,671,165,305บาท (-เจ็ดพันหกร้อยเจ็ดสิบเอ็ดล้านหนึ่งแสนหกหมื่นห้าพันสามร้อยห้าบาท-) แยกเป็น 4 บัญชี ดังนี้
    บัญชี 1 (1 ล้านบาท) ประกอบไปด้วย 2 ส่วน
    ส่วนที่ 1 เงินจัดสรรจากรัฐบาล ได้แก่
    1. เงิน 1 ล้าน (บาท) จำนวน 2,145 กองทุน เป็นเงิน 2,145,000,000 บาท
    2. เงินเพิ่มทุนระยะที่ 1 (1แสนบาท) 659 เป็นเงิน 65,900,000 บาท
    3. เงินเพิ่มทุนระยะที่ 2 จำนวน 2,125 กองทุน เป็นเงิน 469,200,000 บาท
    4. เงินเพิ่มทุนระยะที่ 3 (26 มค.59) จำนวน 2,107 กองทุน เป็นเงิน 2,107,000,000 บาท
    ส่วนที่ 2 เงินสมทบกองทุน และเงินประกันความเสี่ยง เป็นเงินทั้งสิ้น 193,713,166 บาท
    บัญชี 2 (หุ้น/สัจจะ/เงินออม) เป็นเงิน 382,774,788 บาท
    บัญชี 3 เงินเพิ่มทุนจากสถาบันการเงิน เงินเพิ่มทุนปกติ จากสถาบันการเงิน เป็นเงิน 671,365,298 บาท เงินเพิ่มทุน ตามมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชนผู้มีรายได้น้อย จำนวน 1,1614 กองทุน เป็นเงิน 1,610,934,800 บาท(ข้อมูล 1ม.ค59)
    บัญชี 4/ เงินอุดหนุน/บัญชีอื่นๆ สถาบันการเงินชุมชน เป็นเงิน 25,277,253 บาท

    การขับเคลื่อนการดำเนินการดังนี้
    1. การจดทะเบียนกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองเป็นนิติบุคคล
    ดำเนินการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตาม พระราชบัญญัติกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ. 2547 แล้วจำนวน 2,131 กองทุน คิดเป็นร้อยละ 99.40 คงเหลือ 13 กองทุน (ชุมชนเมือง) ปี 2555 จัดตั้งและจดทะเบียน และได้รับเงินโอน 1 ล้านบาท เมื่อปี 2558 จำนวน 1 กองทุน รวมจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว 2,132 กองทุน
    2. การจัดระดับ A B C D จาก สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ปี 2555 จังหวัดสุรินทร์ มีกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองได้รับจัดระดับการประเมินศักยภาพและประสิทธิภาพการดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองจังหวัดสุรินทร์ จำนวน 2,144 กองทุน ดังนี้
    ระดับดีมาก (A) จำนวน 1,186 กองทุน ระดับดี (B) จำนวน 697 กองทุน ระดับ (C) จำนวน 222 กองทุน ระดับปรับปรุง(D) จำนวน 39 กองทุน
    3. การดำเนินการ ตามโครงการเพิ่มทุนกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ระยะที่ 3 จำนวน 1,000,000 บาท (ตั้งแต่ปี 2555- ปัจจุบัน )
    3.1 จังหวัดสุรินทร์ มีกองทุนหมู่บ้านที่ยื่นแบบคำขอและผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการสนับสนุนและติดตามการดำเนินงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ระดับจังหวัด จำนวน 2,117 กองทุน คิดเป็นร้อยละ 99.36 คงเหลือ 14 กองทุน ยังไม่ยื่นเพิ่มทุนฯ ระยะที่ 3 ที่อยู่ระหว่างการจัดทำเอกสาร
    3.2 ผ่านการอนุมัติ จาก สทบ. ได้รับเงินโอนเพิ่มทุน ระยะที่ 3 (1,000,000 บาท ) จำนวน 2,107 กองทุน คงเหลือ จำนวน 10 กองทุน อยู่ระหว่าง สทบ. โอนเงิน
    4. ตามที่รัฐบาลได้มี มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชนผู้มีรายได้น้อย สำหรับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ที่ได้รับการจัดระดับ A และ B สามารถกู้ยืมเงินไปพัฒนาอาชีพ สร้างงาน ปัจจุบัน มีกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ได้กู้ยืมตามโครงการนี้ เงินเพิ่มทุน ตามมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชนผู้มีรายได้น้อย จำนวน 1,1614 กองทุน เป็นเงิน 1,610,934,800 บาท คิดเป็นร้อยละ 86 แยกเป็น ธนาคารออมสิน จำนวน 681 กองทุน เป็นเงิน 679,210,000 บาท และ ธกส. จำนวน 933 กองทุน เป็นเงิน 931,724,800 บาท
    *พัฒนายกระดับเป็นสถาบันการเงินชุมชนแล้วจำนวน 29 แห่ง
    จัดตั้งเป็นสถาบันการเงินชุมชนต้นแบบตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จำนวน 17 กองทุน จัดตั้งเป็นสถาบันการเงินชุมชน (นำำร่อง) จำนวน 5 กองทุน ,
    จัดตั้งเป็นสถาบันการเงินชุมชนโดยหน่วยงานภาคี 5 แห่ง /องค์กรเอกชนสนับสนุน จำนวน 4 แห่ง /พัฒนายกระดับด้วยตัวเอง 2 แห่ง

    *เตรียมจัดตั้งเป็นสถาบันการเรียนรู้กองทุนหมู่บ้าน จำนวน 1 แห่ง (สถาบันการเงินชุมชนแนงมุด ตำบลแนงมุด อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์)

    *โครงการพัฒนาศักยภาพหมู่บ้านและชุมชน SML ปี 2555 เป้าหมาย 2,152 หมู่บ้าน/ชุมชน ได้รับการโอนเงินแล้ว 17 รอบ จำนวน 2,134 หมู่บ้าน คิดเป็นร้อยละ 99

    * โครงการพัฒนาเมือง "ร้อยมือ สร้างเมือง" อยู่ระหว่างการพิจารณาโครงการ 6 โครงการในระดับส่วนกลาง

    (ข้อมูล ณ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559) By:Somluck

  • หมวดหมู่

  • คลังเก็บ

  • ภารกิจ แผนงาน กิจกรรม

    กรกฎาคม 2016
    พฤ อา
    « มิ.ย.    
     123
    45678910
    11121314151617
    18192021222324
    25262728293031

ประกาศ รับสมัครสอบคัดเลือกผู้ตรวจสอบบัญชีกองทุนหมู่บ้านเเละชุมชนเมือง


ประกาศ รับสมัครสอบคัดเลือกผู้ตรวจสอบบัญชีกองทุนฯ  รายละเอียด
  ** หมายเหตุ เปิดรับสมัครภายในวันที่ 1-31 ต.ค. 2558 เวลา 8.30-16.30 น. (ในวันและเวลาราชการเท่านั้น)
                  สถานที่  ณ  สทบ.(ส่วนกลาง) จ.นนทบุรี และ สทบ.สาขา 13 สาขา
ใบสมัครสอบคัดเลือกฯ  ดาวน์โหลด

ประกาศมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชนผุู้มีรายได้น้อย


วัตถุประสงค์ของโครงการ :การให้สินเชื่อกับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ที่ได้รับการจัดชั้นเป็นกองทุนหมู่บ้านระดับ A และ B จากสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ กองทุนฯละ ไม่เกิน 1 ล้าน บาท โดยมีเงื่อไข ไม่ให้กองทุน ฯ Refinance หนี้เดิม  กำหนดวงเงิน 60,000 ล้าน ประกอบด้วย สินเชื่อจาก ธกส. 30,000 ล้านบาท  สินเชื่อจาก ธ.ออมสิน 30,000 บ้านบาท  

การชดเชย :โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ ธนาคารตามต้นทุนทางการเงินที่เกิดขึ้นจริง เป็นระยะเวลา 2 ปี  (ธกส. ร้อยละ 1.92 บาท/ปี  ,ออมสิน ร้อยละ 2.21 บาท/ปี ) ไม่เกิน วงเงิน 2,478 ล้านบาท  โดยให้แยกบัญชีโครงการดังกล่าวเป็นบัญชีธุรกรรมการเงินตามนโยบายรัฐบาล (Public service Account :PSA)  โดยไม่ได้รับการชดเชยในอนาคต และสามารถนำต้นทุนในการบริหารจัดการบวกกลับเพื่อใช้ในการคำรสณโบนัสประจำปีของพนักงาน ธนาคารได้

อัตราดอกเบี้ย และระยะเวลา:  กำหนดให้ธนาคารให้สินเชื่อกับกองทุนฯระยะเวาลา 7 ปี นับจากวันลงนาม โดยมีเงื่อนไข  ในปีที่ 1-2 ในอัตราดอเบี้ย 0 ต่อปี  ละ ปีที่ 3-7 ในอัตราดอกเบี้ยเท่ากับต้นทุนทางการเงิน บวกด้วย ร้อยละ 1 ต่อปี (ตามธนาคาร)

และกำหนดให้กองทุนฯ ให้สินเชื่อกับสมาชิกกองทุนโดยมีเงื่อนไข อัตราดอกเบี้ย  ในปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 0 ต่อปี  ปีที่ 3-7 ในอัตราดอกเบี้ยเท่ากันอัตราที่ธนาคารเรียกเก็บจากกองทุน

*** เงื่อนไข ห้ามไม่ให้สมาชิกกองทุนฯ Refinance หนี้เดิม ***

รายละเอียดเพิ่มเติม ตามประกาศ

 

อนึ่งการพิจารณา ปล่อยกู้แต่ละราย ให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วย หากเงินก้อนใหญ่ไปกระจุกตัวอยู่ที่ สมาชิกรายใดรายหนึ่ง การกระตุ้นเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นหรือไม่ กรรมการควรใช้ดุลพินิจในการดำเนินการ

เงินนี้เป็นเงินกู้อีก บัญชี  หากการบริหารจัดการไม่ดี ผิดนัดชำระแม้แต่วันเดียว ค่าปรับจะเกิดขึ้นทันที่ และ หากไม่ดำเนินการชำระตามกำหนดเวลา  หากเกิดการฟ้องร้องดำเนินคดี กรรมการจะต้องรับเป็นรายตัว ตามสัญญาที่ท่านได้ไปค้ำประกันไว้ และการดำเนินงานนี้ กรรมการเป็นคนดำเนินงานในการเก็บเงิน ทั้งหมด ให้ธนาคาร

ปัจจุบันเรื่องร้องเรียน การไม่รับสมัครสมาชิกใหม่  และ ความไม่โปร่งใส กรณีกรรมการปล่อยกู้เฉพาะ พวกพ้องกรรมการ และเครือญาติมีมาเรื่อย ๆ และ การไม่ให้ความสำคัญกับผู้ด้อยโอกาสในชุมชน มีมากขึ้น ขอให้กรรมการได้ระมัดระวัง และใช้หลักคุณธรรม ควบคุู่ กับมาตรการของชุมชนในการปล่อยกู้ อย่ามองเพียงคนที่มีศักยภาพในการชำระคืนอย่างเดียว  แต่ควรมองในหลายๆ ด้าน ทั้งคนที่ด้อยโอกาสในชุมชน ให้เขาสามารถที่จะกุู้เงินกองทุนหมู่บ้านไปประกอบอาชีพ ได้ และ ส่งเสริมกลุ่มอาชีพในพื้นที่ด้วย  และ เปิดโอกาสให้คนในชุมชนได้เข้ามาเป็นสมาชิก ได้ตลอด (ระเบียบไม่มีการปิดกั้นการรับสมัครสมาชิก) และ ระเบียบ สทบ. ฯ ไม่ได้กำหนดว่าถ้าสมาชิกอายุมากต้องออกจากการเป็นสมาชิก  ประเด็นดังกล่าวนี้ คือร้องเรียนที่เกิดขึ้นกับกรรมการทั้งนั้น

ขอบคุณ

somluck

สำหรับอำเภอ ดาวโหลดแบบฟอร์ม ประกวดกองทุนหมู่บ้าน/สมาชิกกองทุน ปี 2558


มหกรรม 14 ปี กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองจังหวัดสุรินทร์ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พ่อของแผ่นดิน

ดาวโหลดไฟล์หนังสือสั่งการ ที่ สร 0019/ว4903 ลว 30 กันยายน 2558

ดาวโหลดแนวทาง (คะแนน) และ แบบฟอร์มกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง และ แบบฟอร์ม สำหรับสมาชิกกองทุนหมู่บ้านที่นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในการประกอบอาชีพ

https://onedrive.live.com/redir?resid=E957702451EBAD0B!2483&authkey=!ALgaKMUd-T2YtpE&ithint=folder%2c

สำหรับอำเภอดาวโหลด ผลการประเมินศักยภาพและประสิทธิภาพการดำเนินงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ปี 2555


ผลการประเมินกองทุนหมู่บ้าน A B C D 2555 จ.สร

สาระดีๆเอามาฝาก:Lateral Thinking (การคิดนอกกรอบSix Thinking Hats สูตรบริหารความคิดของ “เดอ โบโน”


ดร.เอ็ดเวิร์ด เดอ โบโน” เป็นผู้ริเริ่มแนวความคิดเรื่อง Lateral Thinking (การคิดนอกกรอบ) และเป็นคนพัฒนาเทคนิคการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และได้พัฒนาเป็นแนวคิดที่เรียกว่า “Six Thinking Hats” ซึ่งเป็นวิธีคิดที่มีมุมมองแบบ “รอบด้าน” ความคิดสร้างสรรค์ถือเป็นสิ่งสำคัญ และจำเป็นสำหรับผู้บริหาร เพราะนอกจากจะช่วยสร้างสิ่งใหม่ๆ แล้ว ยังช่วย ในการคิดค้นกลยุทธ์แก้ไขปัญหาต่างๆ ซึ่ง “เดอ โบโน” พบว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่ ทุกคนมีอยู่ หรือสร้างขึ้นมาได้ แต่จะต้องมาฝึกกระบวนการสร้างความคิดดังกล่าว ในแต่ละวันตั้งแต่ตื่นนอน ทุกคนย่อมต้องมีการคิดในเรื่องต่างๆ ดร.เอ็ดเวิร์ด เดอ โบโน จึงได้ให้เทคนิค “6 หมวกการคิด” เพื่อช่วยจัดระเบียบการคิด ทำให้การคิดมี ประสิทธิภาพมากขึ้น วิธีการดังกล่าวได้มีการนำไปใช้อย่างกว้างขวาง แม้กระทั่งบริษัทข้ามชาติอย่างเช่นบริษัท ไอบีเอ็ม และเซลส์ เป็นต้น หมวกแต่ละใบเป็นการนำเสนอทางเลือกที่เป็นไปได้ตามมุมมองต่างๆ ของปัญหา โดยวิธีการสวมหมวกทีละใบในแต่ละครั้ง เพื่อพลังของการคิดจะได้มุ่งเน้นไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งเป็นการเฉพาะ ซึ่งจะทำให้ความเห็นและความคิดสามารถแสดงออกได้อย่างอิสระ สามารถหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่ไม่จำเป็นได้ และยังเป็นการดึงเอาศักยภาพของแต่ละคนมาใช้โดยที่ไม่รู้ตัว

Six Thinking Hats สูตรบริหารความคิดของ “เดอ โบโน” จะประกอบด้วยหมวก 6 ใบ 6 สี คือ

  • White Hat หมวกสีขาว สีขาวเป็นสีที่ชี้ให้เห็นถึงความเป็นกลาง จึงเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริง จำนวนตัวเลข เมื่อสวมหมวกสีนี้ หมายความว่าที่ประชุมต้องการข้อเท็จจริงเท่านั้น คือ ข้อมูลเบื้องต้นของสิ่งนั้นๆ ไม่ต้องการความคิดเห็น
  • Red Hat หมวกสีแดง สีแดงเป็นสีที่แสดงถึงอารมณ์และความรู้สึก เมื่อสวมหมวกสีนี้ เราสามารถบอกความรู้สึกของตนเองว่าชอบ ไม่ชอบ ดี ไม่ดี ซึ่งส่วนใหญ่การแสดงอารมณ์จะไม่มีเหตุผลประกอบ
  • Black Hat หมวกสีดำ สีดำ เป็นสีที่แสดงถึงความโศกเศร้า และการปฏิเสธ เมื่อสวมหมวกสีนี้ ต้องพูดถึงจุดด้อย อุปสรรคโดยมีเหตุผลประกอบ ข้อที่ควรคำนึงถึง เช่น เราควรทำสิ่งนี้หรือไม่ ไม่ควรทำสิ่งนี้หรือไม่ เหมาะสมหรือไม่ ทำให้การคิดมีความรอบคอบมากขึ้น
  • Yellow Hat หมวกสีเหลือง สีเหลือง คือสีของแสงแดด และความสว่างสดใส เมื่อสวมหมวกสีนี้ หมายถึง การคิดถึงจุดเด่น โอกาส สิ่งที่เป็นประโยชน์ เป็นข้อมูลในเชิงบวก เป็นการเปิดโอกาสให้พัฒนา สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ
  • Green Hat หมวกสีเขียว สีเขียว เป็นสีที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ และการเจริญเติบโต เมื่อสวมหมวกสีนี้ จะแสดงความคิดใหม่ๆ เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น การคิดอย่างสร้างสรรค์
  • Blue Hat หมวกสีน้ำเงิน สีน้ำเงินเป็นสีที่ให้ความรู้สึกสงบ จะเป็นเหมือนท้องฟ้า หมวกนี้เกี่ยวกับการควบคุม การบริหารกระบวนการคิด หรือการจัดระเบียบการคิด

6 หมวกการคิด

นำทฤษฎีหมวก 6 ใบ ซึ่งเป็นกลยุทธ์เพื่อการตัดสินใจ ดังนี้ จะเรียกว่าสิ่งสุดท้ายของกระบวนการคิด และเป็นสิ่งที่สำคัญของการเป็นผู้บริหาร ที่ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ นั่นก็คือ “การตัดสินใจ” ซึ่งต้องกระทบต่อสิ่งอื่นด้วยความรอบคอบ เพราะการตัดสินใจใด ๆ อาจส่งผลกระทบทั้งใน ด้านบวกและด้านลบได้ เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงสามารถนำ เรื่อง “ทฤษฎีหมวก 6 ใบ” ของ ดร.เอดเวิร์ด เดอ โบโน มาประยุกต์ใช้โดยให้มีการพิจารณาเรื่องราวต่าง ๆ ในหลายมุมมอง ตามหมวก 6 ใบ ที่มีสีสันต่าง ๆ กัน เพื่อแทนความคิดในมุมมองนั้น ๆ

Six thinking hats คือ เทคนิคการคิดอย่างมีระบบ คิดอย่างมีโฟกัส มีการจำแนกความคิดออกเป็นด้าน ๆ และคิดอย่างมีคุณภาพ เพื่อช่วยจัดระเบียบการคิด ทำให้การคิดมีประสิทธิภาพมากขึ้น แนวคิดหลัก “การคิด” เป็นทักษะช่วยดึงเอาความรู้และประสบการณ์ของผู้คิดมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ทักษะความคิดจึงมีความสำคัญที่สุด…

  1. หมวกสีขาว (White Hat) หมายถึง ข้อมูลเบื้องต้นของสิ่งนั้น เป็นความคิดแบบไม่ใช้อารมณ์และมีเป้าประสงค์ที่ชัดเจนแน่นอน ตรงไปตรงมา ไม่ต้องการความคิดเห็น สีขาวเป็นสีที่ชี้ให้เห็นถึงความเป็นกลาง จึงเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริง จำนวนตัวเลข เมื่อสวมหมวกสีนี้ จะหมายความว่า ที่ประชุมต้องการข้อเท็จจริงเท่านั้น โดยปกติเรามักจะใช้หมวกขาวตอนเริ่มต้นของกระบวนการคิด เพื่อเป็นพื้นฐานของความคิดที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่เราก็ใช้หมวกขาวในตอนท้าย ของกระบวนการได้เหมือนกัน เพื่อทำการประเมิน อย่างเช่นข้อเสนอโครงการต่าง ๆ ของเราเหมาะสมกับข้อมูลที่มีอยู่หรือไม่…
    เป็นตัวแทนของข้อเท็จจริง ซึ่งได้แก่ ตัวเลขและข้อมูลต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ในการวิเคราะห์ เพื่อหาข้อสรุปโดยไม่คำนึงถึงทัศนคติหรือความคิดเห็นใด ๆ
  2. หมวกสีแดง (Red Hat) หมายถึง ความรู้สึกสัญชาตญาณและลางสังหรณ์ เมื่อสวมหมวกสีนี้ เราสามารถบอกความรู้สึกของตนเองว่าชอบ ไม่ชอบ ดี ไม่ดี มีการใช้อารมณ์ ความคิดเชิงอารมณ์ ซึ่งส่วนใหญ่การแสดงอารมณ์จะไม่มีเหตุผลประกอบ หรือการตระหนักรู้ โดยฉับพลัน นั่นก็คือ เรื่องบางเรื่องที่เคยเข้าใจ ในแบบหนึ่ง อยู่ ๆ ก็เกิดเข้าใจในอีกแง่มุมหนึ่ง ซึ่งการตระหนักรู้แบบนี้จะทำให้เกิดงานสร้างสรรค์ การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ หรือวิธีคิดทางคณิตศาสตร์แบบ ก้าวกระโดด ความคิดความเข้าใจในสถานการณ์โดยทันที เป็นผลจาการใคร่ครวญอันซับซ้อนที่มีพื้นฐานจากประสบการณ์ เป็นการตัดสินใจที่ไม่อาจให้ รายละเอียด หรืออธิบายได้ด้วยคำพูด เช่นเวลาที่คุณจำเพื่อนคนหนึ่งได้ คุณก็จำได้ในทันที
    เป็นตัวแทนของอารมณ์และความรู้สึกที่มีต่อเรื่องราวนั้น ๆ โดยไม่จำเป็นต้องอธิบายเหตุผลใด ๆ…
  3. หมวกสีดำ (Black Hat) หมายถึง ข้อควรคำนึงถึงสิ่งที่ทำให้เราเห็นว่า เราไม่ควรทำ เป็นการคิดในเชิงระมัดระวัง หมวกสีดำ เป็นหมวกคิดที่เป็นธรรมชาติ และสอดคล้องกับวิธีการคิดของตะวันตกมาก หมวกสีดำช่วยชี้ให้เราเห็นว่าสิ่งใดผิด สิ่งใดไม่สอดคล้องและสิ่งใดใช้ไม่ได้ มันช่วยปกป้องเราจาการเสียเงิน และพลังงาน ช่วยป้องกันไม่ให้เราทำอะไรอย่างโง่เขลาเบาปัญญาและผิดกฎหมาย หมวกสีดำ เป็นหมวกคิดที่มีเหตุมีผลเสมอ เพราะในการวิพากษ์วิจารณ์ หรือวิเคราะห์สิ่งใดจะต้องมีการคิดแบบเป็นเหตุเป็นผลรองรับ ไม่มีอารมณ์มาเกี่ยวข้อง ในการประเมินสถานการณ์ในอนาคตของเรานั้น ต้องขึ้นอยู่กับ ประสบการณ์ของเราเองและของผู้อื่นด้วย
    เป็นตัวแทนของความระมัดระวัง ซึ่งจำเป็นต้องไตร่ครองและยับยั้งการดำเนินการ ถ้าอาจทำให้ความเสียหาย หรือล้มเหลวได้ ผู้บริหารจะใช้หมวกสีดำ เพื่อพิจารณาว่าสิ่งที่จะทำนั้นเหมาะสมกับประสบการณ์และมโนธรรมที่เคยมีมา
  4. หมวกสีเหลือง (Yellow Hat) หมายถึง การคาดการณ์ในทางบวก ความคิดเชิงบวก เป็นการมองโลกในแง่ดี การมองที่เป็นประโยชน์ เป็นการคิดที่ก่อให้ เกิดผล หรือทำให้สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นได้ การคิดเชิงบวกเป็นการเปิดโอกาสให้พัฒนาและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ความคิดเชิงลบอาจป้องกันเราจาก ความผิดพลาด ความเสี่ยงและอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ดังนั้น การคิดเชิงบวกต้องผสมผสานความสงสัยใคร่รู้ ความสุข ความต้องการและความกระหายที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นหรือไม่
    เป็นตัวแทนของการแสงหาทางเลือกอย่างมีความหวัง พร้อมทั้งทดลองปฏิบัติเพื่อหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจ
  5. หมวกสีเขียว (Green Hat) หมายถึง ความคิดนอกกรอบที่มีความสัมพันธ์กับความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และเกี่ยวข้องโดยตรงกับ การเปลี่ยนแปลงแนวคิด และมุมมอง ซึ่งปกติมักถูกกำหนดจากระบบความคิดของประสบการณ์ดั้งเดิม และความคิดนอกกรอบนั้น จะอาศัยข้อมูลจาก ระบบของตัวเราเอง โดยเมื่อสวมหมวกสีนี้ จะแสดงความคิดใหม่ ๆ เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น การคิดอย่างสร้างสรรค์
    เป็นตัวแทนของความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ซึ่งเปรียบเสมือนต้นไม้ที่ให้ความสดชื่น ผู้บริหารจะใช้หมวกสีนี้เมื่อมีความคิดใหม่ ๆ แตกต่างจากแนวทางเดิม เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้กับการปรับปรุง สร้างสรรค์และพัฒนา
  6. หมวกสีน้ำเงิน (Blue Hat) …บางตำรา เรียกว่า “หมวกสีฟ้า”… หมายถึง การควบคุมและการบริหารกระบวนการ การคิดเพื่อให้เกิดความชัดเจน ในเรื่องของความคิดรวบยอด ข้อสรุป การยุติข้อขัดแย้ง การมองเห็นภาพและการดำเนินการที่มีขั้นตอนเป็นระบบ เมื่อมีการใช้หมวกน้ำเงิน หมายถึง ต้องการให้มีการควบคุมสิ่งต่าง ๆ ให้อยู่ในระบบระเบียบที่ดีและถูกต้องหมวกสีน้ำเงินมักเป็นบทบาทของหัวหน้า ทำหน้าที่ควบคุมบทบาทของสมาชิก ควบคุมการดำเนินการประชุม การอภิปราย การทำงาน ควบคุมการใช้กระบวนการคิด การสรุปผล เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ อย่างไรก็ตามสมาชิก ก็สามารถสวมหมวกสีน้ำเงิน ควบคุมบทบาทของหัวหน้าได้เช่นกัน
    เป็นตัวแทนของการควบคุมความคิดทั้งหมด หรือมุมมองในทางกว้างที่ครอบคลุมทุกสรรพสิ่งซึ่งเปรียบเหมือนท้องฟ้า ผู้บริหารที่ใช้หมวกนี้จะต้องอาศัย ประสบการณ์เป็นอย่างมาก

พื้นฐานของเทคนิคหมวกความคิด 6 ใบ

กุลยา ตันติผลาชีวะ (2546,หน้า15-16)กล่าวว่า EdwardDeBonoได้วิเคราะห์การคิดของคนว่า มีผลต่อการตัดสินใจด้วยสาเหตุสําคัญ เกิดจากอัตตาหรือความเป็น คนที่เกาะติดความคิดทิศทางเดียวหรือคิดอย่างเดียวแทนที่จะคิดทบทวน สวนไปมา เพื่อให้กระจ่างอย่างยุติธรรมซึ่งเรียกว่า การคิดคู่ขนาน ปัญหาจากลักษณะการคิดดังกล่าวนี้ทําให้เกิดการขัดแย้งกัน ทางความคิดการตัดสินใจหรือ การหามติที่ประชุมซึ่งทําให้เปลืองเวลา EdwardDeBono เห็นว่าหากคนมีแผนการคิดโดยเฉพาะการคิด “แก้ปัญหา” ที่เหมาะจะช่วยให้การคิดเป็นไปอย่างมีพลานุภาพ นอกจากนี้การคิดอย่างถูกทางและมีแบบแผนยังประหยัดเวลาในการคิดการตัดสินใจ เพราะผู้คิดเพิ่มการคิดหลายด้านคู่ขนาน

อุปสรรคของการคิดคือ จิตตน หรือ Ego ตามความหมายของจิตตนหมายถึง ส่วนหนึ่งของโครงสร้างบุคลิกภาพที่สัมพันธ์โดยตรงกับสิ่งแวดล้อมภายใน และภายนอกของตน ที่คนใช่ควบคุมแรงขับดันภายใน ที่เกิดจากจิตหยาบ(Id)ให้ขับออกภายนอกในลักษณะที่สังคมยอมรับได้ ซึ่งมักอยู่ในรูปของกลจิตวิธานที่มีสติและจิตคุณธรรม (Superego) เป็นส้วนกํากับด้วยการแสดงออกของจิตตนนี้เกิดจากความจําเจตคติและการคิด จิตตนจะทําให้คนโอ้อวดและอหังการมีผลทําให้ตนโจมตีผู้อื่นอวดดีและต่อต้าน เกิดความคิดที่ขัดแย้งกันจนลงตัวไม่ได้งานหลายงานที่ไม่สําเร็จ หรือสําเร็จแต่ขาดประสิทธิภาพ มักเกิดจากมีกลุ่มคนที่มี“จิตตนสูง”อยู่ในผู้ร่วมงานนั้นมาก

ประโยชน์ของการคิดแบบหมวก 6 ใบ

พวงผกา โกมุติกานนท์ (2544, หนา 41) ได้สรุปประโยชน์ของการคิดแบบหมวก 6 ใบ ดังนี้

  1. ง่ายต่อการเรียนรู้และการใช้ และกระตุ้นความสนใจได้ดี การใช้หมวกจริงหรือ ภาพหมวกและสีสนัต่าง ๆ มีส่วนช่วยอย่างมาก
  2. ทำให้เหลือเวลาสำหรับความสร้างสรรค์อย่างแท้จริง
  3. ยินยอมให้แสดงออกในที่ประชุมได้อย่างถูกต้องเปิดเผยซึ่งความรู้สึกหรือสัญชาติญาณ โดยไม่ต้องเกรงใจว่าจะไม่เหมาะสมแต่อย่างใด
  4. ทำให้สามารถคิดแบบใดแบบหนึ่งได้อย่างเต็มที่โดยไม่สับสนปนเปกับความคิด หมวกสอนในเวลาเดียวกัน
  5. ทำให้สามารถเปลื่ยนแบบความคิดได้ง่ายและตรงไปตรงมาโดยไม่ล่วงเกินใครด้วย การเปลื่ยนสีหมวก
  6. ทำให้ผรวมระดมความคิดทุกคน สามารถใช้หมวกแตละสีได้ครบทุกสีแทนที่จะคิด แต่เพียงสีเดียวด้านเดียวตามปกติ
  7. เป็นการแยกทิฐิออกไป แล้วปล่อยความคิดใหม่อิสรภาพทจะขบคิดได้อย่างเต็มที่
  8. ทำให้สามารถจดลำดับการระดมความคิดให้เหมาะสมที่สุดกับหวข้อ
  9. ป้องกันมิให้เกิดการโต้เถียงกันไปมาในที่ประชุมเพื่อฝ่ายต่าง ๆ จะได้สามารถร่วมกัน คิดอย่างสร้างสรรค์
  10. ทำให้การประชุมสามารถผลิตผลงานออกมาดีขึ้น

แนวทางการประยุกต์ใช้งานสำหรับหลักการหมวกหกใบ

จากหลักการที่หมวกแต่ละใบแต่ละสีแทนลักษณะการคิดที่ต่างกัน ดังเช่นในกรณีการประชุมเพื่อตัดสินใจประเด็นสำคัญบางอย่าง ผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมดควรถอดความคิดเดิมออกก่อน ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่ง บทบาทหน้าที่เดิม หรือควรถอดหมวกที่สวมอยู่เดิมออกก่อน และเลือกหยิบหมวกใบใหม่ที่เหมาะสมมาสวมแทน เช่น ถ้าเลือกใช้หมวกสีแดงก็แสดงว่าให้คิดพูดด้วยความจริงใจไม่เสแสร้ง เป็นต้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น จะขอยกตัวอย่างการเลือกใช้หมวกแต่ละใบ ไว้พอสังเขปดังนี้

  1. หมวกสีแดง เหมาะกับงานที่ต้องการความจริงใจ เช่น งานแก้ปัญหาด้านสวัสดิการและเงินเดือน การแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งในส่วนงาน การเข้าไปแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับชุมชน งานด้าน CSR เป็นต้น
  2. หมวกสีดำ เหมาะกับงานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย ความสูญเสีย การเตือนให้ระวังภัย การวิเคราะห์ด้านความขัดข้อง (Failure Analysis) ซึ่งโดยมากในเบื้องต้นจะไม่ยอมอ่อนข้อให้ใคร คือมองในแง่ร้ายไว้ก่อนเพื่อป้องกันปัญหา หรือหาสาเหตุที่เป็นปัญหาให้ได้สำหรับทำการแก้ไขต่อไป
  3. หมวกสีเหลือง เหมาะกับงานที่ต้องการความร่วมมือสูง ต้องการให้คนอยากทำ ตั้งใจทำ ต้องมีการปลุกเร้า ชักชวน จูงใจ ชี้ข้อดี อ้างผลประโยชน์ ผลสำเร็จที่ดีมาสนับสนุน เช่น งานด้านยุทธศาสตร์ งานการลด Duration หรือขยาย Interval ของ Maintenance Outage เป็นต้น ซึ่งต้องยกข้อดี ประโยชน์ที่จะได้รับ เพื่อให้น่าทำ น่าสนุกในการทำ และเล็งเห็นถึงผลสำเร็จที่ชัดเจน
  4. หมวกสีเขียว เหมาะกับงานที่ต้องการความสร้างสรรค์ใหม่ๆ ที่แตกต่างจากเดิม เช่น การพัฒนางาน การปรับปรุงงาน การทำงานใหม่ที่ต้องการผลดีกว่าเดิม การหาวิธีการใหม่ๆ การปรับรื้อกระบวนการทำงาน เป็นต้น
  5. หมวกสีขาว เหมาะกับงานประเภทที่ต้องวิเคราะห์และมีข้อมูล หลักฐาน สถิติ หรือข้อเท็จจริงสนับสนุน เช่น งานวิจัยและพัฒนา การตัดสินใจเลือกดำเนินการในสิ่งที่สำคัญๆ มีค่าใช้จ่ายสูงๆ หรือต้องใช้เงินลงทุนสูงๆ งานวิเคราะห์หารากของปัญหา (Root Cause Analysis – RCA) งานทบทวนและปรับปรุงงานบำรุงรักษา (Reliability Centered Maintenance – RCM) งานวิเคราะห์และประเมินด้านความเสี่ยง (Risk Assessment & Analysis) เป็นต้น
  6. หมวกสีฟ้า เหมาะกับงานประเภทต้องมองภาพรวมออกและสามารถสรุปประเด็นสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องได้ ทั้งนี้เพื่อให้สามารถควบคุมและตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและเด็ดขาด หรือสามารถติดตามประเด็นของงานและหาข้อสรุปให้ได้อย่างทันท่วงที เช่น งานของผู้บริหาร งานของประธานในที่ประชุม งานของหัวหน้างาน งานของหัวหน้าโครงการ เป็นต้น

ขั้นตอนในการนำหลักการหมวกหกใบมาใช้แก้ปัญหาหรือตัดสินใจ

  1. ให้เลือกนำปัญหาหรือหัวข้องานที่ต้องการตัดสินใจมาพิจารณา
  2. ศึกษาข้อมูลเบื้องต้นที่เกี่ยวข้องกับปัญหาหรือหัวข้อที่นำมาพิจารณา โดยอาจมีการแจกจ่ายข้อมูลให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้อ่านและศึกษาก่อน (ถ้าข้อมูลพร้อม)
  3. ให้ทุกท่านเข้าร่วมกันคิด โดยขอให้นั่งในตำแหน่งที่เห็นหน้ากันและสอบถามหรือแสดงความคิดเห็นได้อย่างทั่วถึง จากนั้นให้เริ่มต้นด้วยการหยิบหมวกสีขาวมาสวมก่อน (เน้นเรื่องข้อมูล) ให้แสดงความคิดทุกท่านจนครบ
  4. ในขั้นต่อไป เมื่อทุกท่านมีข้อมูลที่ควรรู้พอประมาณเท่าเทียมกันแล้ว ให้เลือกหมวกสีแดง (เน้นความจริงใจไม่บิดบัง) หมวกสีเหลือง (ข้อดีผลสำเร็จ) หมวกสีดำ (ข้อเสียวิเคราะห์ข้อบกพร่อง) มาใช้ โดยหากคิดไม่ออกให้ลองใช้วิธีคิดแบบเชื่อมโยงคือให้ลองพิจารณาดูว่าเรื่องที่กำลังคิดเกี่ยวข้องกับเรื่องอื่นๆ อะไรอีกบ้าง หรือสุ่มหยิบหัวข้อหรือคำศัพท์อะไรก็ได้จากข้อมูลในข้อ 3. ขึ้นมา แล้วจับโยงไปโยงมาก็อาจทำให้เห็นประเด็นอื่นๆ ที่ซ่อนอยู่ได้
  5. ขั้นต่อไปให้หยิบหมวกสีเขียวขึ้นมาคิด คือให้คิดสร้างสรรค์หาทางเลือกใหม่ วิธีใหม่ๆ มีปัญหาหรือประเด็นใหม่เพิ่มเติมหรือไม่
    อาจเป็นการลองคิดนอกกรอบดูบ้าง โดยให้แต่ละท่านแสดงความคิดจนครบ ถ้าไม่ครบก็ให้ทำตามแบบข้อ 4. คือลองคิดเชื่อมโยง สุ่มคำในข้อมูลหรือจากหนังสือ จาก internet ประเด็นคือให้คิดมากๆ คิดให้ได้มากๆ ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ไม่ขี้เกียจคิด ถ้าเหนื่อยหรือล้าก็เปลี่ยนอิริยาบถไปล้างหน้า ฟังเพลง พักผ่อน หรือทำอะไรก็ได้ให้เพลิดเพลิน แล้ววิธีการคิดแบบหมวกสีเขียวจะดีเอง เพราะหมวกสีเขียวต้องการความสดชื่นเหมือนต้นไม้ ต้องการการผ่อนคลาย ความสนุกสนาน และความเพลิดเพลิน
  6. ขั้นตอนสุดท้าย คือให้หาข้อสรุปด้วยหมวกสีน้ำเงิน มองภาพรวมให้ครอบคลุม จับประเด็นสำคัญ หาข้อสรุปที่ลงตัว และการตัดสินใจที่เหมาะสม

Read more: http://www.novabizz.com/NovaAce/Intelligence/six-thinking-hats.htm#ixzz3kk7gw3Ul

เก็บมาฝาก:เปิดแพ็กเกจรัฐช่วยปากท้องผู้มีรายได้น้อย-ปลุกลงทุนโครงการขนาดเล็ก


เปิดรายละเอียดมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชนผู้มีรายได้น้อยและมาตรการกระตุ้นการลงทุนขนาดเล็กของรัฐบาลทั่วประเทศ

รายงานจากกระทรวงการคลัง แจ้งว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2558 ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชนผู้มีรายได้น้อย เพื่อให้มีเงินหมุนเวียนในระดับชุมชนและกระจายความเจริญเติบโตไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ และมาตรการกระตุ้นการลงทุนขนาดเล็กของรัฐบาลทั่วประเทศ เพื่อให้การใช้จ่ายภาครัฐสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวต่อไปได้ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอรวม 3 มาตรการ โดยมีรายละเอียดของมาตรการดังต่อไปนี้

1. มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับหมู่บ้าน

1.1 วัตถุประสงค์ของโครงการ : การให้สินเชื่อกับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง (กองทุนฯ) ที่ได้รับการจัดชั้นเป็นกองทุนระดับ A และ B จากสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) กองทุนฯ ละไม่เกิน 1 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขไม่ให้กองทุนฯ Refinance หนี้เดิม เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานให้กับกองทุนฯ กำหนดวงเงิน 60,000 ล้านบาท ประกอบด้วยวงเงินสินเชื่อของธนาคารออมสิน 30,000 ล้านบาท และวงเงินสินเชื่อของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 30,000 ล้านบาท

1.2 อัตราดอกเบี้ยและระยะเวลา : กำหนดให้ธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส.ให้สินเชื่อกับกองทุนฯ ระยะเวลา 7 ปี นับจากวันลงนามในนิติกรรมสัญญา และดำเนินการทำนิติกรรมสัญญาให้แล้วเสร็จภายใน 31 ธันวาคม 2558 โดยกำหนดให้กองทุนฯ ให้สินเชื่อกับสมาชิกกองทุนฯ โดยมีเงื่อนไขอัตราดอกเบี้ย ดังนี้

(1)  ปีที่ 1 – 2 ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0 ต่อปี

(2) ปีที่ 3 – 7 ในอัตราดอกเบี้ยเท่ากับต้นทุนทางการเงิน (Financing Cost) บวกด้วยร้อยละ 1.0 ต่อปี

2. มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล

2.1 วัตถุประสงค์ของโครงการ : เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยในต่างจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและราคาสินค้าเกษตรตกต่ำซึ่งมีผลกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชนผู้มีรายได้น้อยอ่อนแอลง โดยมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ในระดับตำบลจะช่วยให้เกิดการจ้างงานการบริโภคและการลงทุนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจากการจัดสรรงบประมาณลงในระดับตำบล

2.2สาระสำคัญ: ให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักดำเนินมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล โดยจัดสรรงบประมาณให้ในระดับตำบล ตำบลละ 5 ล้านบาท (จำนวน 7,255 ตำบล คิดเป็นเงิน 36,275 ล้านบาท) และเร่งรัดการใช้จ่ายเงินตามโครงการให้เสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2558เพื่อดำเนินโครงการที่มีการจ้างแรงงานหรือก่อให้เกิดการจัดซื้อจัดจ้างสินค้า และบริการในจังหวัดในลักษณะดังต่อไปนี้

(1) โครงการซ่อมแซมหรือบูรณะทรัพย์สินที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ เช่น การซ่อมแซมแหล่งน้ำและระบบส่งน้ำ การซ่อมแซมสถานพยาบาล โรงเรียน ตลาดกลาง และการปรับปรุง และฟื้นฟูแหล่งขยะ เป็นต้น

(2) โครงการส่งเสริมการพัฒนาชุมชนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เช่น การปลูกพืชใหม่ที่มีตลาด การเปลี่ยนแปลงอาชีพ การสร้างฝาย และการปลูกต้นไม้หรือป่าชุมชน เป็นต้น

(3) โครงการด้านเศรษฐกิจและสังคม เช่น การเพิ่มศักยภาพในการประกอบอาชีพของคนในหมู่บ้าน/ชุมชน ส่งเสริมการประกอบอาชีพ การปรับปรุงซ่อมแซม ศูนย์เด็กเล็ก และศูนย์บริการผู้สูงอายุ เป็นต้น

3. มาตรการกระตุ้นการลงทุนขนาดเล็กของรัฐบาลทั่วประเทศ

3.1 วัตถุประสงค์ : เพื่อกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานและส่งเสริมให้มีการลงทุนทั้งในส่วนกลางและต่างจังหวัด

3.2 สาระสำคัญ : มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยโครงการลงทุนขนาดเล็กของรัฐบาลทั่วประเทศ วงเงินประมาณ 40,000 ล้านบาท ประกอบด้วย

(1) ให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น ยกเว้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกองทุนและเงินทุนหมุนเวียน ที่มีแผนการดำเนินงานที่สอดคล้องกับมาตรการส่งเสริมการลงทุนขนาดเล็กของรัฐบาลทั่วประเทศ จัดทำแผนการดำเนินการรายการที่มีลักษณะเป็นรายจ่ายลงทุนที่มีความสำคัญ และจำเป็นต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของหน่วยงาน วงเงินในการดำเนินการจัดซื้อ/จัดจ้าง รายการละไม่เกิน 1 ล้านบาท และต้องดำเนินการเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จภายในวันที่  31 ธันวาคม 2558 โดยให้ขอรับการจัดสรรงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

(2) ให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น ดำเนินการตามมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณไว้แล้ว โดยจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณให้สอดคล้องกับมาตรการส่งเสริมการลงทุนขนาดเล็กนี้ โดยเฉพาะรายการรายจ่ายลงทุนที่มีวงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท ให้ดำเนินการลงนามในสัญญาและเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จภายใน 31 ธันวาคม 2558

ทั้งนี้ การดำเนินมาตรการดังกล่าวข้างต้นจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และกระจายการลงทุนไปในพื้นที่ต่างๆ ในต่างจังหวัด ตลอดจนผลักดันให้เกิดการพัฒนาในท้องถิ่นและภูมิภาคอย่างทั่วถึง

ที่มา ประชาชาติธุรกิจออนไลน์  http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1441095448

เก็บมาฝาก : มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ 1.1 แสนล้านบาท


สมคิดนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)วันนี้ว่า ครม.อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจส่วนแรกภายใต้วงเงินราว 1.3 แสนล้านบาท ซึ่งจะเร่งรัดการใช้จ่ายให้เม็ดเงินลงสู่ระบบภายในปีนี้ เพื่อให้เห็นผลในระยะสั้นโดยเร็วจากการหมุนของเม็ดเงินดังกล่าว ต่อจากนี้รัฐบาลยังมีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อฟื้นเศรษฐกิจในระยะต่อไป

“ไม่ใช่โครงการประชานิยมแน่ และไม่ได้ยืมใครมา อะไรที่ช่วยประชาชนได้ก็ต้องทำไม่ว่าจะพรรคการเมืองไหน”สมคิด กล่าว

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า ชุดมาตรการดังกล่าว ประกอบด้วย  มาตรการแรก เป็นการปล่อยเงินกู้ผ่านกองทุนหมู่บ้านวงเงินราว 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นเงินของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรและธนาคารออมสิน ซึ่งจะไม่คิดดอกเบี้ยใน 2 ปีแรก อายุโครงการ 7 ปี ไม่จำกัดวงเงินกู้ต่อราย แต่ขึ้นอยู่กับความจำเป็นที่คณะกรรมการกองทุนฯจะเป็นผู้พิจารณา โดยรัฐบาลจะอุดหนุนภาระดอกเบี้ยให้ในช่วง 2 ปีแรก ส่วนปีที่ 3-7 ในอัตราดอกเบี้ยเท่ากับต้นทุนทางการเงิน (Financing Cost) บวกด้วยร้อยละ 1.0 ต่อปี เพราะเชื่อว่าปีที่ 3 เป็นต้นไปประชาชนจะสามารถหาเงินมาชำระคืนดอกเบี้ยได้ ซึ่งคิดเป็นเม็ดเงินที่รัฐบาลต้องรับภาระปีละ 2 พันล้านบาท

มาตรการที่ 2 เป็นการเร่งรัดการใช้จ่ายสู่ระดับตำบลกว่า 7 พันตำบล ๆ ละ 5 ล้านบาท คิดเป็นวงเงินราว 3.6 หมื่นล้านบาท เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาด้านต่าง ๆ รวมถึงการจ้างานในชุมชน โดยให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักดำเนินมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล และเร่งรัดการใช้จ่ายเงินตามโครงการให้เสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2558 เพื่อดำเนินโครงการที่มีการจ้างแรงงานหรือก่อให้เกิดการจัดซื้อจัดจ้างสินค้า และบริการในจังหวัดในลักษณะดังต่อไปนี้ โครงการซ่อมแซมหรือบูรณะทรัพย์สินที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ เช่น การซ่อมแซมแหล่งน้ำและระบบส่งน้ำ การซ่อมแซมสถานพยาบาล โรงเรียน ตลาดกลาง และการปรับปรุงและฟื้นฟูแหล่งขยะ เป็นต้น, โครงการส่งเสริมการพัฒนาชุมชนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เช่น การปลูกพืชใหม่ที่มีตลาด การเปลี่ยนแปลงอาชีพ การสร้างฝาย และการปลูกต้นไม้หรือป่าชุมชน เป็นต้น และโครงการด้านเศรษฐกิจและสังคม เช่น การเพิ่มศักยภาพในการประกอบอาชีพ               ของคนในหมู่บ้าน/ชุมชน ส่งเสริมการประกอบอาชีพ การปรับปรุงซ่อมแซม ศูนย์เด็กเล็ก และศูนย์บริการผู้สูงอายุ เป็นต้น

และมาตรการที่ 3 เป็น การเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณในส่วนของโครงการขนาดเล็กโครงการละประมาณ 1 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่มีเงินงบประมาณอยู่แล้ว 1.6 หมื่นล้านบาทที่จะเร่งให้เกิดการใช้จ่ายภายในปีนี้ และอีก 2.4 หมื่นล้านบาทจะเปิดให้ส่วนราชการของบประมาณในโครงการขนาดเล็กเพิ่มเติมได้ โดยให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น ยกเว้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกองทุนและเงินทุนหมุนเวียน ที่มีแผนการดำเนินงานที่สอดคล้องกับมาตรการส่งเสริมการลงทุนขนาดเล็กของรัฐบาลทั่วประเทศ จัดทำแผนการดำเนินการรายการที่มีลักษณะเป็นรายจ่ายลงทุนที่มีความสำคัญ และจำเป็นต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของหน่วยงาน วงเงินในการดำเนินการจัดซื้อ/จัดจ้าง รายการละไม่เกิน 1 ล้านบาท และต้องดำเนินการเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จภายในวันที่  31 ธันวาคม 2558 โดยให้ขอรับการจัดสรรงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

นอกจากนี้ ให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น ดำเนินการตามมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณไว้แล้ว โดยจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณให้สอดคล้องกับมาตรการส่งเสริมการลงทุนขนาดเล็กนี้ โดยเฉพาะรายการรายจ่ายลงทุนที่มีวงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท ให้ดำเนินการลงนามในสัญญาและเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จภายใน 31 ธันวาคม 2558

“การดำเนินมาตรการดังกล่าวข้างต้นจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และกระจายการลงทุนไปในพื้นที่ต่างๆ ในต่างจังหวัด ตลอดจนผลักดันให้เกิดการพัฒนาในท้องถิ่นและภูมิภาคอย่างทั่วถึง”นายอภิศักดิ์ ระบุ

อ่านต่อได้ที่ : http://www.ryt9.com/s/iq03/2241461

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 1,009 other followers

%d bloggers like this: